สว. พบประชาชน ภาคเหนือ (ตอนบน) ลงพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมถอดบทเรียน “พื้นที่ต้นแบบการจัดการไฟป่าโดยชุมชน”  พร้อมรับฟังปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างสังคม

♦️ เอกสารข่าว ♦️
สว. พบประชาชน ภาคเหนือ (ตอนบน) ลงพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมถอดบทเรียน “พื้นที่ต้นแบบการจัดการไฟป่าโดยชุมชน”  พร้อมรับฟังปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างสังคม
         วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.30 นาฬิกา ณ มูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน
กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) นำโดย นายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ นำสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล นายสุทิน แก้วพนา นางกัลยา ใหญ่ประสาน นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ และนางวาสนา ยศสอน โดยนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับคณะ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ ประชาชนในพื้นที่ องค์กรศาสนา และภาคประชาสังคม ร่วมให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนา
         โดยนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การลงพื้นที่ว่า คณะกรรมการฯลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาการแก้ไขปัญหาตามกลไกของวุฒิสภา ตลอดจนการนำข้อมูลส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้ จากการที่สมาชิกวุฒิสภามาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จำนวน 20 กลุ่ม อาทิ กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก หรือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม กลุ่มข้าราชการ ฯลฯ  ประกอบกับการเป็นคนพื้นถิ่นของแต่ละจังหวัด ส่งผลให้มีความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง สำหรับประเด็นการหารือในวันนี้ครอบคลุมมิติการพัฒนา ประกอบด้วย
1. ปัญหาคลองแม่ข่า 2. การจัดการแม่น้ำปิง 3.ประเด็นการรื้อฝายพญาคำ 4. การจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียน ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยองค์กรศาสนาและองค์กรชุมชน 5. ประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชน ศาสนาและวัฒนธรรม  6. แนวทางการพัฒนาจังหวัด เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว 7. ปัญหาที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ บ้านทุ่งห้า บ้านป่าม่วง บ้านแม่ใน อำเภอแม่ริม
สำหรับปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ เครือข่ายรักษ์แม่ข่าได้นำเสนอประเด็นปัญหาของลุ่มน้ำแม่ข่า ประกอบด้วย 1.ปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำแม่ข่าเน่าเหม็น 2.ปัญหาน้ำท่วมชุมชนลุ่มน้ำแม่ข่า
3. ปัญหาระบบการบริหารจัดการน้ำของส่วนราชการที่ขาดการบูรณาการและขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งนี้ เครือข่ายรักษ์แม่ข่าได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกสภาวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคเหนือ(ตอนบน) เพื่อนำไปพิจารณาและดำเนินการให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยอาศัยกลไกของวุฒิสภา รวมทั้ง นำไปประกอบการพิจารณากลั่นกรองการตรากฎหมาย การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการลุ่มน้ำ ให้ราชการส่วนกลางหรือกรมหรือกระทรวงต่าง ๆ กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีอำนาจและงบประมาณในการบริหารจัดการลุ่มน้ำเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของภาครัฐควรมีการทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำ
ตลอดจนการเร่งรัดส่วนราชการ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการบุกรุกที่ การรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ การสร้างถนนขวางทางน้ำ การเสนอให้มีการวิจัยทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของลุ่มน้ำแม่ข่า เพื่อนำใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำแม่ข่าอย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป เป็นต้น ขณะที่ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ยังมีประเด็นเรื่องฝายเก่า โดยตัวแทนสภาเกษตรกร ได้นำเสนอประเด็นปัญหาการรื้อฝายเก่าในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งฝายพญาคำ ฝายท่าวังตาล และฝายหนองผึ้ง เป็นข้อพิพาทเรื่องการจัดการน้ำ โดยแผนภาครัฐต้องการรื้อถอนเพื่อบรรเทาอุทกภัย โดยมองว่าเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำและต้นเหตุทำให้น้ำท่วมเมือง ขณะที่กลุ่มผู้ใช้น้ำและภาคประชาชนที่กังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการสูญเสียพื้นที่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน
ซึ่งประชาชนมองว่าฝายไม่ใช่สาเหตุหลักของน้ำท่วม
          ด้านปัญหาที่ดิน ตัวแทนประชาชนบ้านทุ่งห้า บ้านป่าม่วง และบ้านแม่ใน ต.แม่ริม อ.แม่ริม
จ.เชียงใหม่ ได้นำเสนอปัญหาเรื่องที่ดินทับซ้อน กรณีการพิสูจน์สิทธิ์และการออกเอกสารสิทธิ์ และทางราชการประกาศหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ทับที่ดินชาวบ้าน ซึ่งการที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้อง จึงไม่สามารถใช้เป็นสินทรัพย์หรือเป็นทุนในการประกอบอาชีพได้โดยสุจริต ซึ่งเดิมมีเอกสารใบเหยียบย่ำแสดงหลักฐานการอยู่อาศัย ไม่ได้เป็นการแผ้วถางป่าหรือบุกรุกใหม่แต่อย่างใด ประกอบกับในหมู่บ้านมีวัดอัมพวัน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ก่อนแล้ว จึงเชื่อได้ว่าชาวบ้านได้อยู่อาศัยและทำกินผ่านมานานหลายชั่วอายุคนก่อนที่จะมีประกาศเป็นพื้นที่ทหารและที่ราชพัสดุ โดยจะยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการฯ นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กลไกของวุฒิสภา เพื่อดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รับเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ครอบครองของตนเองต่อไป
ด้านการศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนโพธิยาลัย นำเสนอปัญหาศูนย์การเรียน ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (มาตรา 12) โดยองค์กรศาสนาและองค์กรชุมชน เป็นสถานศึกษาทางเลือกที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกระบบหรือตามอัธยาศัยให้กับผู้เรียนที่อาจไม่สะดวกเรียนในระบบโรงเรียน
โดยเน้นความยืดหยุ่น ยึดบริบทชุมชนเป็นฐาน ผสมผสานหลักธรรมคำสอนและวิถีชีวิตท้องถิ่น อีกทั้งยังนำร่องแก้ไขปัญหาการศึกษาของสามเณร การศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณเพื่อจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ขณะที่สมาคมการศึกษาทางเลือกไทย ได้นำเสนอปัญหาหลักจากนโยบายปัญหาโครงสร้างเชิงระบบ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ยังไม่เอื้ออำนวยและไม่สอดคล้องกับการจัดการศึกษาทางเลือกอย่างแท้จริง อีกทั้งระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาสำหรับบ้านเรียน (Home School) และศูนย์การเรียนยังไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง โดยเสนอการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะการแก้ไขระบบกฎหมายให้มี พรบ. การศึกษาภาคสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการพิจารณาปรับปรุงพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
      ด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอประเด็น ผลักดันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับเศรษฐกิจท่องเที่ยว ได้แก่ การเร่งขยายศักยภาพสนามบินเชียงใหม่เพื่อลดความแออัดที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์นักท่องเที่ยว และการเสนอผ่อนปรนเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ (ช่วง 14.00-17.00 น.) เพื่อกระตุ้นรายได้ผู้ประกอบการและตอบโจทย์ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน การจัดอีเวนท์ระดับโลก เช่น มหกรรมไม้อกไม้ประดับ การจัดเฟสติวัลในอำเภอต่าง ๆ และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้ ในช่วงท้าย คณะกรรมการฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ พร้อมทั้งรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งคณะกรรมการฯจะได้นำไปเข้าสู่กลไกของวุฒิสภาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป
…………………………………………………….

Related posts